ตำนานผีปอบ ความเชื่อคนไทยที่มีมาช้านาน

ผีปอบ เป็นชื่อของผี วิญญาณ ตามความเชื่อของคนไทยภาคอีสานซึ่งมีมายาวนานแล้วและในปัจจุบันความเชื่อในเรื่องของผีปอบยังไม่จางหายไปเลย ผีปอบตามตำนานบอกเล่าว่าเป็นผู้ที่เล่นคุณไสย์มนต์ดำจนมีความแก่กล้าและใช้วิชาเหล่านี้ทำร้ายผู้คนซึ่งวิชาเหล่านั้นจัดเป็นเดียรฉานวิชา ซึ่งคนที่เป็นผีปอบนั้นจะถูกวิชาที่ตนเรียนมากลับมาทำร้ายตัวเองกลายเป็นอสูรกายและต้องเข้าสิ่งผู้คนที่มีจิตอ่อนแอ ในสมัยอดีตทางภาคอีสานของไทยนั้นมีผู้ที่เล่นวิชาอาคมอยู่มากซึ่งบางคนก็ใช้ในทางที่ดี บางคนใช้ในทางที่ผิดโดยไม่เกรงกลัวต่อบาป ผีปอบนั้นตามความเชื่อมีลักษณะที่ไม่ชัดเจน บ้างก็ว่ามีลักษณะเป็นดวงไฟสีแดงกลม บ้างก็ว่าเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ผีปอบสามารถเข้าสิงคนได้ทุกเพศ ทุกวัย แต่ส่วนใหญ่ชอบเข้าสิงหญิงสาว และหญิงชรา โดยมันจะเลือกเฉพาะผู้ที่มีจิตอ่อน ผู้ที่ถูกสิงจะมีลักษณะร่างกายซีดขาวและกระหายเครื่องในสดเช่น เครื่องในไก่ เป็ด หรือแม้แต่ วัว ควาย แต่จะไม่ทำร้ายคนและกลัวคนมากกว่าในอดีตนั้นหากผู้คนในหมู่บ้านเชื่อว่ามีผีปอบนั้นจะมีการสอบสวนคนในหมู่และผู้ต้องสงสัยซึ่งจะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีไล่ผีปอบ ในปัจจุบันเรื่องของผีปอบนั้นยังคงเชื่อกันอยู่หากในหมู่มีสัตว์ล้มตายจำนวนมากจะมีความเชื่อว่าหมู่บ้านนั้นมีผีปอบ สำหรับผีปอบนั้นไม่ได้มีเฉพาะภาคอีสาน ทางภาคเหนือของไทยก็มีผีลักษณะคล้ายกันเรียกว่า ผีกะ

เหตุการณ์ประหลาดในวันทำงาน

มีเหตุการณ์ครั้งนึงจำได้ไม่มีวันลืม ก็คงจะเป็นช่วงที่ฝึกงานอยู่สมัยเรียน ปวส จำได้ว่าตอนนั้นไปฝึกงานกับเพื่อนอีก 2 คน อยู่ที่ห้างๆนึง แถวพระราม 2 จำได้ว่าวันนั้นปวดท้องมากๆ ประมาณ 7 โมงเช้า แล้วห้างก็ยังไม่เปิดรีบเดินเข้าไปทางด้านหลังของห้างตรงลานจอดรถ จะไปขอพี่ยามผ่านไปเข้าห้องน้ำในห้างซะหน่อย แต่พี่ยามเขาก็ไม่ให้เข้า…บอกเป็นพนักงานก็ต้องไปเข้าตรงทางเข้าของพนักงาน อยู่ที่ชั้นลานจอดรถ ตอนนั้นก็ไม่ค่อยรู้ว่าห้องน้ำอยู่ตรงไหน ทางเข้าพนักงานอยู่ตรงไหน ได้แต่เดินวนๆอยู่แถวลานจอดรถ ตอนนั้นไม่มีรถจอดเลยสักคันโล่งมากจนได้เห็นผู้หญิงคนนึง แต่งตัวคล้ายพนักงานห้าง เดินข้ามมาจากอีกฝากของลานจอดรถตอนนั้นนึกในใจว่า แหม่โชคดีจริงๆ ที่ยังมีคนมาเช้า เพราะส่วนใหญ่พนักงานห้างจะมาค่อนข้างสายๆ ประมาณ 8-9 โมง  ตอนนั้นเราก็ได้แต่รีบเดินตามพี่ผู้หญิงไป เดินเลาะๆริมลานจอดรถฝั่งห้างสักพักมือถือก็ดังขึ้นมา เป็นเพื่อนที่มาฝึกงานด้วยกันโทรเข้ามา เพื่อนพึ่งจะเดินมาถึงตรงลานจอดรถ เห็นเราเดินอยู่ไกลๆ เลยโทรมาบอกว่าให้เดินรอด้วยแต่ตอนนั้นบอกเพื่อนไปว่าปวดท้องมาก จะรีบไปเข้าห้องน้ำ ก็เลยได้แต่หันไปยกมือให้เพื่อนเห็น  พอวางสายจากเพื่อนก็รีบเดินตามพี่ผู้หญิงไป เดินเลาะๆริมลานจอดรถฝั่งห้าง ถ้านึกออก ตรงฝั่งกำแพงที่ติดกับตัวห้าง จะมีเสาปูใหญ่ๆติดกับกำแพงห้างอยู่จังหวะที่เดินตามพี่ผู้หญิงไปนั้น ก็เห็นพี่ผู้หญิงทำท่าเหมือนผลักประตู แล้วก็เดินเข้าไปทางด้านหลังเสา แต่พอเราเดินตามไปถึงตรงเสาปูน ด้านหลังเสาปูนกลับไม่มีประตูอะไรเลย มีแต่ผนังกำแพงว่างปล่าวตอนนั้นได้ยืนงงไปพักนึง เดินตามกันมาติดๆ ไม่เกิน 4-5 เมตร ถึงขนาดเห็นชัดๆเลยว่าใส่เสื้อ สีอะไร ลายอะไร กระโปรงสีอะไร …

บลัดดี้ แมร์รี่ ตำนานเรียกผีสุดหลอน

บลัดดี้ แมร์รี่ เป็นตำนานที่เล่าต่อๆกันมาและเป็นความเชื่อของชาวยุโรป และตะวันตก บอกเล่าเรื่องราวของวิญญาณหญิงสาวในกระจกที่มีความแค้น มีความเชื่อว่าหากเรียกชื่อเธอผ่านกระจก เธอจะปรากฏให้เห็นแม้ว่าเธอจะไม่ทำอันตรายใครก็สภาพที่เธอปรากฏนั้นก็อาจทำให้ผู้พบเจอถึงกับช็อกตาตั้งได้เหมือนกัน ตำนานเรื่องเล่าของ บลัดดี้ แมร์รี่ กล่าวไว้หลายอย่าง เช่น บ้างก็ว่าเธอเป็นแม่มดและถูกเนรเทศ จากการใช้มนต์ดำใส่ชาวบ้าน และตายในป่า วิญญาณที่โกรธแค้นก็เข้ามาสิงในกระจก หรือบางตำนานเล่าไว้ว่า เธอคือราชินี ควีนแมร์รี่ที่ 1 เป็นพวกนับถือศาสนาคริสต์นิกาย โรมันคาทอลิก ซึ่งอยากจะกำจัดพวกนิกายโปรแตสแตนท์ ออกไปจากประเทศอังกฤษ เธอขับไล่และสังหารคนพวกนี้ ทั้งเด็ก ผู้หญิง คนชราไปมากมาย ต่อมาอย่างมีทายาทแต่ไม่สามารถมีบุตรได้เลย จนกระทั่งร่างกายทรุดโทรมและตายในที่สุด บ้างก็ว่านี้คือผลกรรมจากการสังหารคนที่เธอทำไว้ บลัดดี้ แมร์รี่ จึงเป็นเรื่องราวของความเชื่อที่มักจะมีคนพูดถึงว่า เธอคือผีในกระจกที่หากเรียกชื่อเธอแล้ว เธอจะปรากฏในกระจกแล้วแต่ว่าจะปรากฏออกมาในรูปแบบใด ทุกวันฮาโลวีนมักจะมีวัยรุ่นชอบลองของโดยการเรียกบลัดดี้ แมร์รี่ ให้ปรากฏ วิธีเรียกง่ายมาก เพียงแค่มีกระจกในบ้าน ยืนหน้ากระจกแล้ว พูดคำว่า บลัดดี้ แมร์รี่ 3 ครั้ง บางที่พูด 7 ครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรตายตัว บางครั้งก็ไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นเลย ซึ่งบางคนก็อาจจะพูดไปเรื่อยๆจนครบ 100 ครั้ง …

เรื่องสยองบนเรือ ควีน แมร์รี่

เรือควีนแมร์รี่ เป็นเรือเดินสมุทรลำใหญ่ในช่วง ปี 1935 เรือลำนี้ถือว่าเป็นเรือเดินสมุทรที่หรูหราอีกลำหนึ่งในยุคนั้น รวมถึงมีมาตรการความปลอดภัยที่สูงมากลำหนึ่ง เรือควีน แมร์รี่ เป็นเรือโดยสารสัญชาติอังกฤษ ในช่วงปี 1935 ซึ่งใช้เดินทางโดยสารข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จากอังกฤษไปยังอเมริกา ในช่วงเวลานั้นเรือลำนี้ได้เดินทางหลายครั้งมากกลายเป็นเรือสำคัญที่มีผู้โดยสารนิยมใช้บริการจำนวนมาก และเรือลำนี้ได้ใช้งานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยและมันก็สามารถคงอยู่ได้ จนกระทั่งเรือลำนี้ได้ปลดระวางในปี 1967 และถูกเทียบท่าอย่างถาวรที่เมือง ลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย และถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ และโรงแรม โดยภายในยังคงรักษาสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ใช้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมด้วย แน่นอนว่าเรือลำนี้ถูกใช้มาตั้งแต่ช่วงปี 1935 และถูกใช้ในช่วงสงครามโลกด้วย ต้องมีประวัติที่น่ากลัวเล่าให้ฟังเสมอๆ ของผู้ที่พบเจอสิ่งแปลกประหลาดที่หาคำอธิบายไม่ได้ส่วนใหญ่ผู้ที่พบเจอนั้น เป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ภายในเรือ อย่างเช่น มักมีผู้ได้ยินเสียงแปลกบริเวณท้องเรือ คล้ายกับเสียงคนเติมถ่านหิน หรือมักพบเห็นรอยเท้าเปียกน้ำตามทางเดินซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนเดินอยู่ และมีพนักงานพบเห็นชายสวมชุดสูทคล้ายกับผู้คุมเรือบริเวณสะพานเดินเรือด้วย ซึ่งจากคำบอกเล่าของพนักงานต้อนรับคนหนึ่งระบุว่า กำลังเลิกงานจากนั้นก็พบเห็นหญิงสาวคนหนึ่งสวมชุดโบราณในยุคปี 1930 เดินอยู่บริเวณทางเดินของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง แล้วหายไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งมีคนมักพูดว่าอาจจะเป็นวิญญาณของผู้เสียชีวิตบนเรือลำนี้

ปรากฏการณ์ประหลาดในเขตสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า

แม้ว่ายังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่ามีอะไรในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า แต่สิ่งๆหนึ่งที่มีการระบุตรงกันของเรือ และเครื่องบินที่แล่นผ่านน่านน้ำเขตเบอร์มิวด้า ต่างระบุตรงกันว่ามีปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น คือ ก่อนถึงเขตจะมีหมอกหนาสีขาวปกคลุม เข็มทิศหมุนจนหาทิศไม่เจอ วิทยุสื่อสารไม่สามารถติดต่ออะไรได้เลย รวมถึงมีการพบแสงประหลาดในบริเวณนั้น เรือบางลำพบว่าเครื่องยนต์เกิดขัดข้องด้วย ตัวอย่างการหายสาบสูญของ ฝูงบินรบราชนาวีของสหรัฐจำนวน 14 ลำพร้อมลูกเรือโดยระบุว่าพวกเขาบินห่างจากฐานทัพฟอร์ทล๊อคเดอร์เดล ฟอร์ลิด้า ประมาณ 225 ไมล์ มีการรายงานจากนักบินว่ามีหมอกประหลาดปกคลุมไปทั่ว และเข็มทิศหมุนจนหาทิศไม่เจอ หลังจากนั้นทางฐานก็ขาดการติดต่อและไม่มีใครพบเห็นฝูงบินรวมถึงนักบินทั้ง 14 คนอีกเลย มีรายงานจากสถิติการหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน ตั้งแต่ปี 1800 ถึงปี 1975 โดยมีเรือและเครื่องบินหายไปรวมแล้วประมาณ 200 ลำ ส่วนใหญ่ไม่พบผู้รอดชีวิต พวกเขาหายไปไหน ส่วนใหญ่รายงานระบุว่า พวกเขาประสบกับเหตุการณ์ประหลาดที่ยากจะอธิบาย เช่น มีหมอกหนาคล้ายเมฆฝน เข็มทิศจับทิศไม่ได้ รวมถึงนักบินและลูกเรือมีอาการมึนงง อย่างน่าประหลาด นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีการค้นหาคำตอบเพื่อหาคำตอบเรื่องราวลึกลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า โดยมีการระบุว่า ในบริเวณสามเหลี่ยมนั้นเป็นบริเวณที่มีกระแสน้ำที่รุนแรงมาก รวมถึงในบริเวณเกาะเปอร์โตริโกเป็นแหล่งของกลุ่มหินโสโครก รวมถึงระบุว่า เข็มทิศที่หมุนจับทิศไม่ได้นั้นเกิดจากความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กที่สูงมาก อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เครื่องบิน หลงทิศทางไม่สามารถหาทางได้และตกลงในทะเลทำให้นักบินเสียชีวิต รวมถึงเป็นน่านน้ำเขตร้อนซึ่งมีพายุรุนแรงอาจเป็นสาเหตุของการจมเรือได้

มีอะไรในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า

เรื่องราวของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เป็นเรื่องที่กล่าวถึงอย่างมากในช่วงสงครามโลก ที่มักจะมีเรือบรรทุก เครื่องบิน เรือดำน้ำ หายไปอย่างไร้ร่องรอย ในบริเวณน่านน้ำแถบนั้น มันกลายเป็นสถานที่ชื่อดังที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ไม่มีใครรู้ว่าอะไรอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เรือที่หายไปเกิดจากอะไร แล้วคนหายไปไหน ยังคงเป็นเรื่องที่มีการโต้เถียงกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าจึงกลายเป็นสถานที่อาถรรพ์ เป็นทะเลปีศาจ ที่เมื่อหลงเข้าไปแล้วไม่มีโอกาสกลับออกมา สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า นั้นกินพื้นที่กว้างถึง 380,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเมื่อวัดดูแล้วมันมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมจริงๆ โดยบริเวณดังกล่าวนั้นเป็นน่านน้ำพาณิชย์ที่มีเรือโดยสาร เรือสินค้า เรือน้ำมันแล่นผ่านในเส้นนี้ประจำ ความอันตรายของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านั้นเริ่มต้นประมาณปี 1960 มีการบันทึกจากกองเรือยามฝั่งสหรัฐ และบริษัทประกันภัย ระบุถึงการหายไปของเรือต่างๆอย่างผิดปกติในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า โดยมีเรือหลายลำหายสาปสูญไปอย่างน่าพิศวง กองทัพจึงประกาศให้เขตสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเป็นบริเวณน่านน้ำต้องห้าม และถูกประกาศให้เป็นเขตทะเลอาถรรพณ์ เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมากๆ ในตอนนั้นไม่มีคำอธิบายถึงเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในเบอร์มิวด้า มีการพูดถึงมากว่า บริเวณแถบนั้นอาจเป็นบริเวณที่ทะเลแปรปรวนมากและมีคลื่นสูง อาจจมเรือและทำให้ผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งหมด รวมถึงกระแสน้ำที่รุนแรงอาจทำให้เรือชนกับโคดหินและจมลงเช่นกัน บ้างก็ว่าอาจมีสัตว์ประหลาดยักษ์จมเรือ หรือแม้แต่พูดถึงมนุษย์ต่างดาว รวมถึงมีการพูดถึงรัฐบาลมีการทดลองบางอย่างในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ซึ่งทฤษฎีต่างๆที่ระบุนั้นยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนได้

เรื่องเล่าสยองขวัญที่เคยเกิดขึ้นจริง ตอนที่ 2

    ตอนที่ 2 จากบทความที่เล่าเราได้เล่าถึงเหตุการณ์ประหลาดบางอย่างของหญิงสาวที่ป่วยด้วยอาการประหลาดผลคือเลือดของเธอนั้นเป็นพิษและสามารถระเหยเป็นไอใครที่สูดดมก็จะตาย ซึ่งยังไม่สามารถหาคำตอบได้จนถึงทุกวันนี้ ในตอนที่ 2 เราจะมาเล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับมายากลเสี่ยงตายซึ่งถือว่านิยมมากในสมัยหนึ่ง – มายากลที่เสี่ยงตาย เรื่องเล่า มีนักมายากลผู้หนึ่งที่มีความสามารถด้านกลหลบหนีและมีชื่อเสียงมากๆ วันหนึ่งเค้าแสดงมายากลในการหลบหนีจากฝูงปลาปิรันย่า โดยการใส่เค้าในตู้น้ำแล้วมีตู้ปลาปิรันย่าอยู่ด้านบนเค้ามีเวลาเพียง 1 นาทีในการไขกุญแจ แต่เกิดเหตุผิดพลาดเนื่องจากลูกกุญแจกับแม่กุญแจเป็นคนละแบบ จึงทำให้ตู้ปลาปิรันย่าเปิดออกและรุมกินเค้าในที่สุด เรื่องจริง ในประเทศอเมริกา มีการแสดงเสี่ยงตายมากมาย 1 ในนั้นคือ กลหลบหนี โดยนักแสดงเสี่ยงตายชื่อว่า เบอร์รุสได้ทำการแสดงกลหลบหนี โดยการอยู่ในโลงศพกลบด้วยดินเค้ามีเวลาไม่กี่นาทีก่อนจะสเดาะกุญแจ ซึ่งเป็นโลงศพแก้วตัวเขาต้องสวมกุญแจมือและคล้องโซ่อย่างหนาแน่นจากนั้นโลงศพนั้นถูกหย่อนลงในหลุมลึก 7 ฟุตเค้าต้องรีบสะเดาะกุญแจออกมาให้ทันเวลาเพราะในโลงนั้นมีอากาศที่น้อยมากและเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจน ในขณะที่ดินถูกกลบไม่นานโลงศพแก้วเกิดแตกทำให้หนักถึง 7 ตันถล่มทับเค้า และขาดใจตายในที่สุด จากการสอบสวนระบุว่าโลงศพแก้วนั้นบางเกินไปและน้ำหนักของดินที่กดทับทำให้โลงแตก แต่ก็มีบางคนที่สงสัยว่านี้จะเป็นการฆาตกรรม

เรื่องเล่าสยองขวัญที่เคยเกิดขึ้นจริง ตอนที่ 1

   เป็นเรื่องเล่าสยองขวัญบางครั้งเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อเล่าให้เกิดความน่ากลัวรวมถึงเพื่อให้ระวังถึงความปลอดภัยของตัวเอง แต่บางครั้งเรื่องเล่าสยองขวัญเหล่านี้ก็เล่ามาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นอย่างปริศนาโดยไม่สามารถหาคำตอบได้ นี้เป็นบทความสยองขวัญที่มาจากเหตุการณ์จริงซึ่งอย่างหาคำตอบไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ – ผู้หญิงมีพิษ มีเรื่องเล่าที่ว่า ผู้หญิงคนหนึ่งป่วยด้วยอาการประหลาดมีอาการชักเกรง น้ำลายฟูมปาก เธอถูกส่งเข้าโรงพยาบาล มีเธอกำลังถูกฉีดเข็มฉีดยาพวกว่ามีเลือดไหลออกจากรูแผลนั้น และเลือดนั้นเป็นพิษซึ่งพยาบาลที่ สัมผัสหรือสูดดมเลือดของเธอเข้าเกิดอาการผิดปกติและตายอย่างทรมานในเวลาต่อมา เรื่องจริง ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ปี 1994 กลอเรีย รามิเรซ อายุ 31 ปี ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องป่วยด้วยอาการประหลาดเธอถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉิน ด้วยอาการหัวใจเต้นผิดปกติ หายใจแรง ความดันโลหิตสูง ต่อมาคณะแพทย์ได้รักษากลอเรีย และทำการฉีดยาแต่เธอก็กระตุกเป็นระยะๆ ทำให้คณะแพทย์ต้องทำการปั๊มหัวใจเธอ ในระหว่างนั้นเองพยาบาลบางคนได้กลิ่นของผลไม้ออกจากปากของเธอ ต่อมาเธอได้รับการเจาะเลือดไปตรวจพบว่าเลือดของเธอมีสีแปลกๆ ซึ่งพยาบาลคนหนึ่งได้ทำเลือดเธอกระเด็นเข้าหน้า ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างมาก ต่อมาได้มีคนล้มชักน้ำลายฟูมปาก โดยอาการนี้เกิดขึ้นกับคนในโรงพยาบาลอีก 30 คน ทำให้ต้องประกาศกักกันเชื้อ ผลชันสูตรศพพบว่าเลือดของเธอเป็นพิษและสามารถระเหยเป็นไอได้ ทำให้คนที่สูดดดสามารถตายได้ทันทีเสมือนหนึ่งเป็นแก๊สพิษ แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าเธอไปทำอะไรมาถึงเกิดเลือดพิษแบบนี้ ทำให้เรื่องราวของเธอยังเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้

เรื่องเล่าสยอง คู่รักโดนเชือดสยอง

   นี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าที่ชวนสยองในกลุ่มวัยรุ่น อเมริกา ซึ่งเรื่องเล่านี้ฮิตมากจนกระทั่งได้มีการสร้างเป็นภาพยนตร์สยองขวัญชื่อว่า Urban Legend แต่เรื่องเล่านี้เป็นเรื่องเล่าที่กล่าวถึงคู่รักที่มักจะไปพลอดรักกันในที่เปลี่ยวและมีฆาตกรโหดออกมาไล่เชือดพวกเขาอย่างน่าสยดสยอง มีชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งซึ่งทั้งคู่นั้นเป็นนักศึกษาปี 2 ของมหาวิทยาลัยพวกเขาตัดสินใจว่าจะมีอะไรกันหลังจากคบกันมานาน ในระหว่างนั้นได้มีข่าวลือถึงการฆาตกรรมเกิดขึ้นในแถบนั้นซึ่งจะมีฆาตกรโรคจิตออกอาละวาดไล่ฆ่าคนโดยเฉพาะกับคู่รักที่แอบมาพลอดรักกันในที่เปลี่ยวอย่างมุมมืดในสวนสาธารณะหรือในป่า แม้ว่าจะเป็นเพียงข่าวลือพวกเขาก็ตัดสินใจนัดกันที่ป่าแห่งหนึ่งในบริเวณมหาวิทยาลัย วันที่นัดกันก็มาถึงชายหนุ่มขับรถมารับหญิงสาวที่หอพักและพากันซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถเข้าไปในป่าบริเวณมหาลัย พวกเขาขับรถจอดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ฝ่ายชายพยายามเล้าโลมฝ่ายหญิง พลันทั้งคู่ได้ยินเสียงบางอย่างในป่า ฝ่ายชายจึงตัดสินใจเดินเข้าไปตามเสียงลึกลับนั้น เมื่อเขาเดินเข้าไปลึกขึ้นกลับไม่พบสิ่งใดเลย เขากำลังเดินกลับไปที่รถฉับพลันมีชายร่างใหญ่สวมเสื้อฮูดคลุมหัว ใช้มีดปาดเข้าที่คอของชายหนุ่มเลือดพุ่งกระฉุด ส่วนฝ่ายหญิงเห็นว่านานเกินไปจึงออกมาจากรถ เดินเห็นร่างเดินเข้ามาและนึกว่าเป็นแฟนหนุ่มแต่กลับเป็นฆาตกรโรคจิต เธอตกใจวิ่งเข้าไปในรถพยายามสตาร์ทรถแต่ไม่ติด และเธอได้ยินเสียงเหมือนบางอย่างบนหลังคารถ เธอพบว่าแฟนหนุ่มของเธอถูกแขวนคอบนต้นไม้ เธอพยายามวิ่งหนีไปแต่ฆาตกรก็จับเธอได้และใช้มีดกระซวกไส้ของเธอออกมา…ตายคาที่

รูมเมทสยองกับข้อความปริศนาบนฝาผนัง

     นี้คืออีกหนึ่งเรื่องเล่าสยองขวัญยอดฮิตในกลุ่มวัยรุ่นอีกแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของผู้ที่พักหอพักร่วมกับรูมเมทคนอื่นๆ เพื่อเตือนให้ระวังอันตรายที่เกิดขึ้น ซึ่งในช่วงยุค 90 ในอเมริกาจะมีเหตุฆาตกรรมเป็นจำนวนมากซึ่งนี้อาจจะเป็นเรื่องเล่าเพื่อเตือนให้ระวังตัวเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ในช่วงเปิดเทอมปี 1 มีผู้หญิงคนหนึ่งย้ายมาจากชนบทเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เป็นธรรมเนียมที่ว่าทุกคนนั้นต้องอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะถูกจัดตามรายชื่อว่าใครจะพักกับใคร ซึ่งห้องหนึ่งมีผู้เข้าพัก 2 คน เป็นรูมเมท หญิงสาวได้พักร่วมห้อง กับผู้หญิงอีกคนซึ่งเธอมักชอบเที่ยวกลางคืนบ่อยครั้งแล้วชอบพาผู้ชายมาร่วมเตียงด้วยเสมอ วันหนึ่งผู้หญิงคนนั้นกลับจากการอ่านหนังสือในห้องสมุดแล้วเปิดไฟ เธอพบว่ารูมเมทของเธอนั้นกำลังร่วมรักกับชายหนุ่ม ด้วยความที่ตกใจเธอจึงปิดไฟแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ตลอดระยะเวลารูมเมทของเธอได้พาชายหนุ่มมาร่วมเตียงด้วยเป็นประจำ บางคืนก็ไม่ได้กลับหรือบางคืนก็ดื่มกันเสียงดังก่อนจะร่วมรักกัน ซึ่งเธอเองก็รู้ตัวว่าต้องทำยังไง เธอไม่เคยเปิดไฟเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเธอกำลังกลับจากการสอบกลางภาคที่เคร่งเครียด และเหนื่อยกับการสอบ เธอกลับเข้ามาและพบว่ารูมเมทเธอกำลังร่วมรักกับผู้ชายอยู่เธอรู้ตัวว่าต้องไม่เปิดไฟ จนกระทั่งรุ่งเช้าเธอเห็นรูทเมทเธอนอนบนเตียงจมกองเลือด รูมเมทเธอถูกฆาตกรรมเธอตกใจแล้วหันไปเห็นข้อความบนผนังเขียนด้วยเลือดว่า “ดีใจไหมที่ไม่เปิดไฟ”