Category «เรื่องเล่าเขย่าขวัญ»

เรื่องสยองบนเรือ ควีน แมร์รี่

เรือควีนแมร์รี่ เป็นเรือเดินสมุทรลำใหญ่ในช่วง ปี 1935 เรือลำนี้ถือว่าเป็นเรือเดินสมุทรที่หรูหราอีกลำหนึ่งในยุคนั้น รวมถึงมีมาตรการความปลอดภัยที่สูงมากลำหนึ่ง เรือควีน แมร์รี่ เป็นเรือโดยสารสัญชาติอังกฤษ ในช่วงปี 1935 ซึ่งใช้เดินทางโดยสารข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จากอังกฤษไปยังอเมริกา ในช่วงเวลานั้นเรือลำนี้ได้เดินทางหลายครั้งมากกลายเป็นเรือสำคัญที่มีผู้โดยสารนิยมใช้บริการจำนวนมาก และเรือลำนี้ได้ใช้งานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยและมันก็สามารถคงอยู่ได้ จนกระทั่งเรือลำนี้ได้ปลดระวางในปี 1967 และถูกเทียบท่าอย่างถาวรที่เมือง ลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย และถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ และโรงแรม โดยภายในยังคงรักษาสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ใช้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมด้วย แน่นอนว่าเรือลำนี้ถูกใช้มาตั้งแต่ช่วงปี 1935 และถูกใช้ในช่วงสงครามโลกด้วย ต้องมีประวัติที่น่ากลัวเล่าให้ฟังเสมอๆ ของผู้ที่พบเจอสิ่งแปลกประหลาดที่หาคำอธิบายไม่ได้ส่วนใหญ่ผู้ที่พบเจอนั้น เป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ภายในเรือ อย่างเช่น มักมีผู้ได้ยินเสียงแปลกบริเวณท้องเรือ คล้ายกับเสียงคนเติมถ่านหิน หรือมักพบเห็นรอยเท้าเปียกน้ำตามทางเดินซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนเดินอยู่ และมีพนักงานพบเห็นชายสวมชุดสูทคล้ายกับผู้คุมเรือบริเวณสะพานเดินเรือด้วย ซึ่งจากคำบอกเล่าของพนักงานต้อนรับคนหนึ่งระบุว่า กำลังเลิกงานจากนั้นก็พบเห็นหญิงสาวคนหนึ่งสวมชุดโบราณในยุคปี 1930 เดินอยู่บริเวณทางเดินของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง แล้วหายไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งมีคนมักพูดว่าอาจจะเป็นวิญญาณของผู้เสียชีวิตบนเรือลำนี้

เรื่องเล่าสยองขวัญที่เคยเกิดขึ้นจริง ตอนที่ 2

    ตอนที่ 2 จากบทความที่เล่าเราได้เล่าถึงเหตุการณ์ประหลาดบางอย่างของหญิงสาวที่ป่วยด้วยอาการประหลาดผลคือเลือดของเธอนั้นเป็นพิษและสามารถระเหยเป็นไอใครที่สูดดมก็จะตาย ซึ่งยังไม่สามารถหาคำตอบได้จนถึงทุกวันนี้ ในตอนที่ 2 เราจะมาเล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับมายากลเสี่ยงตายซึ่งถือว่านิยมมากในสมัยหนึ่ง – มายากลที่เสี่ยงตาย เรื่องเล่า มีนักมายากลผู้หนึ่งที่มีความสามารถด้านกลหลบหนีและมีชื่อเสียงมากๆ วันหนึ่งเค้าแสดงมายากลในการหลบหนีจากฝูงปลาปิรันย่า โดยการใส่เค้าในตู้น้ำแล้วมีตู้ปลาปิรันย่าอยู่ด้านบนเค้ามีเวลาเพียง 1 นาทีในการไขกุญแจ แต่เกิดเหตุผิดพลาดเนื่องจากลูกกุญแจกับแม่กุญแจเป็นคนละแบบ จึงทำให้ตู้ปลาปิรันย่าเปิดออกและรุมกินเค้าในที่สุด เรื่องจริง ในประเทศอเมริกา มีการแสดงเสี่ยงตายมากมาย 1 ในนั้นคือ กลหลบหนี โดยนักแสดงเสี่ยงตายชื่อว่า เบอร์รุสได้ทำการแสดงกลหลบหนี โดยการอยู่ในโลงศพกลบด้วยดินเค้ามีเวลาไม่กี่นาทีก่อนจะสเดาะกุญแจ ซึ่งเป็นโลงศพแก้วตัวเขาต้องสวมกุญแจมือและคล้องโซ่อย่างหนาแน่นจากนั้นโลงศพนั้นถูกหย่อนลงในหลุมลึก 7 ฟุตเค้าต้องรีบสะเดาะกุญแจออกมาให้ทันเวลาเพราะในโลงนั้นมีอากาศที่น้อยมากและเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจน ในขณะที่ดินถูกกลบไม่นานโลงศพแก้วเกิดแตกทำให้หนักถึง 7 ตันถล่มทับเค้า และขาดใจตายในที่สุด จากการสอบสวนระบุว่าโลงศพแก้วนั้นบางเกินไปและน้ำหนักของดินที่กดทับทำให้โลงแตก แต่ก็มีบางคนที่สงสัยว่านี้จะเป็นการฆาตกรรม

เรื่องเล่าสยองขวัญที่เคยเกิดขึ้นจริง ตอนที่ 1

   เป็นเรื่องเล่าสยองขวัญบางครั้งเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อเล่าให้เกิดความน่ากลัวรวมถึงเพื่อให้ระวังถึงความปลอดภัยของตัวเอง แต่บางครั้งเรื่องเล่าสยองขวัญเหล่านี้ก็เล่ามาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นอย่างปริศนาโดยไม่สามารถหาคำตอบได้ นี้เป็นบทความสยองขวัญที่มาจากเหตุการณ์จริงซึ่งอย่างหาคำตอบไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ – ผู้หญิงมีพิษ มีเรื่องเล่าที่ว่า ผู้หญิงคนหนึ่งป่วยด้วยอาการประหลาดมีอาการชักเกรง น้ำลายฟูมปาก เธอถูกส่งเข้าโรงพยาบาล มีเธอกำลังถูกฉีดเข็มฉีดยาพวกว่ามีเลือดไหลออกจากรูแผลนั้น และเลือดนั้นเป็นพิษซึ่งพยาบาลที่ สัมผัสหรือสูดดมเลือดของเธอเข้าเกิดอาการผิดปกติและตายอย่างทรมานในเวลาต่อมา เรื่องจริง ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ปี 1994 กลอเรีย รามิเรซ อายุ 31 ปี ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องป่วยด้วยอาการประหลาดเธอถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉิน ด้วยอาการหัวใจเต้นผิดปกติ หายใจแรง ความดันโลหิตสูง ต่อมาคณะแพทย์ได้รักษากลอเรีย และทำการฉีดยาแต่เธอก็กระตุกเป็นระยะๆ ทำให้คณะแพทย์ต้องทำการปั๊มหัวใจเธอ ในระหว่างนั้นเองพยาบาลบางคนได้กลิ่นของผลไม้ออกจากปากของเธอ ต่อมาเธอได้รับการเจาะเลือดไปตรวจพบว่าเลือดของเธอมีสีแปลกๆ ซึ่งพยาบาลคนหนึ่งได้ทำเลือดเธอกระเด็นเข้าหน้า ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างมาก ต่อมาได้มีคนล้มชักน้ำลายฟูมปาก โดยอาการนี้เกิดขึ้นกับคนในโรงพยาบาลอีก 30 คน ทำให้ต้องประกาศกักกันเชื้อ ผลชันสูตรศพพบว่าเลือดของเธอเป็นพิษและสามารถระเหยเป็นไอได้ ทำให้คนที่สูดดดสามารถตายได้ทันทีเสมือนหนึ่งเป็นแก๊สพิษ แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าเธอไปทำอะไรมาถึงเกิดเลือดพิษแบบนี้ ทำให้เรื่องราวของเธอยังเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้

เรื่องเล่าสยอง คู่รักโดนเชือดสยอง

   นี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าที่ชวนสยองในกลุ่มวัยรุ่น อเมริกา ซึ่งเรื่องเล่านี้ฮิตมากจนกระทั่งได้มีการสร้างเป็นภาพยนตร์สยองขวัญชื่อว่า Urban Legend แต่เรื่องเล่านี้เป็นเรื่องเล่าที่กล่าวถึงคู่รักที่มักจะไปพลอดรักกันในที่เปลี่ยวและมีฆาตกรโหดออกมาไล่เชือดพวกเขาอย่างน่าสยดสยอง มีชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งซึ่งทั้งคู่นั้นเป็นนักศึกษาปี 2 ของมหาวิทยาลัยพวกเขาตัดสินใจว่าจะมีอะไรกันหลังจากคบกันมานาน ในระหว่างนั้นได้มีข่าวลือถึงการฆาตกรรมเกิดขึ้นในแถบนั้นซึ่งจะมีฆาตกรโรคจิตออกอาละวาดไล่ฆ่าคนโดยเฉพาะกับคู่รักที่แอบมาพลอดรักกันในที่เปลี่ยวอย่างมุมมืดในสวนสาธารณะหรือในป่า แม้ว่าจะเป็นเพียงข่าวลือพวกเขาก็ตัดสินใจนัดกันที่ป่าแห่งหนึ่งในบริเวณมหาวิทยาลัย วันที่นัดกันก็มาถึงชายหนุ่มขับรถมารับหญิงสาวที่หอพักและพากันซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถเข้าไปในป่าบริเวณมหาลัย พวกเขาขับรถจอดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ฝ่ายชายพยายามเล้าโลมฝ่ายหญิง พลันทั้งคู่ได้ยินเสียงบางอย่างในป่า ฝ่ายชายจึงตัดสินใจเดินเข้าไปตามเสียงลึกลับนั้น เมื่อเขาเดินเข้าไปลึกขึ้นกลับไม่พบสิ่งใดเลย เขากำลังเดินกลับไปที่รถฉับพลันมีชายร่างใหญ่สวมเสื้อฮูดคลุมหัว ใช้มีดปาดเข้าที่คอของชายหนุ่มเลือดพุ่งกระฉุด ส่วนฝ่ายหญิงเห็นว่านานเกินไปจึงออกมาจากรถ เดินเห็นร่างเดินเข้ามาและนึกว่าเป็นแฟนหนุ่มแต่กลับเป็นฆาตกรโรคจิต เธอตกใจวิ่งเข้าไปในรถพยายามสตาร์ทรถแต่ไม่ติด และเธอได้ยินเสียงเหมือนบางอย่างบนหลังคารถ เธอพบว่าแฟนหนุ่มของเธอถูกแขวนคอบนต้นไม้ เธอพยายามวิ่งหนีไปแต่ฆาตกรก็จับเธอได้และใช้มีดกระซวกไส้ของเธอออกมา…ตายคาที่

รูมเมทสยองกับข้อความปริศนาบนฝาผนัง

     นี้คืออีกหนึ่งเรื่องเล่าสยองขวัญยอดฮิตในกลุ่มวัยรุ่นอีกแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของผู้ที่พักหอพักร่วมกับรูมเมทคนอื่นๆ เพื่อเตือนให้ระวังอันตรายที่เกิดขึ้น ซึ่งในช่วงยุค 90 ในอเมริกาจะมีเหตุฆาตกรรมเป็นจำนวนมากซึ่งนี้อาจจะเป็นเรื่องเล่าเพื่อเตือนให้ระวังตัวเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ในช่วงเปิดเทอมปี 1 มีผู้หญิงคนหนึ่งย้ายมาจากชนบทเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เป็นธรรมเนียมที่ว่าทุกคนนั้นต้องอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะถูกจัดตามรายชื่อว่าใครจะพักกับใคร ซึ่งห้องหนึ่งมีผู้เข้าพัก 2 คน เป็นรูมเมท หญิงสาวได้พักร่วมห้อง กับผู้หญิงอีกคนซึ่งเธอมักชอบเที่ยวกลางคืนบ่อยครั้งแล้วชอบพาผู้ชายมาร่วมเตียงด้วยเสมอ วันหนึ่งผู้หญิงคนนั้นกลับจากการอ่านหนังสือในห้องสมุดแล้วเปิดไฟ เธอพบว่ารูมเมทของเธอนั้นกำลังร่วมรักกับชายหนุ่ม ด้วยความที่ตกใจเธอจึงปิดไฟแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ตลอดระยะเวลารูมเมทของเธอได้พาชายหนุ่มมาร่วมเตียงด้วยเป็นประจำ บางคืนก็ไม่ได้กลับหรือบางคืนก็ดื่มกันเสียงดังก่อนจะร่วมรักกัน ซึ่งเธอเองก็รู้ตัวว่าต้องทำยังไง เธอไม่เคยเปิดไฟเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเธอกำลังกลับจากการสอบกลางภาคที่เคร่งเครียด และเหนื่อยกับการสอบ เธอกลับเข้ามาและพบว่ารูมเมทเธอกำลังร่วมรักกับผู้ชายอยู่เธอรู้ตัวว่าต้องไม่เปิดไฟ จนกระทั่งรุ่งเช้าเธอเห็นรูทเมทเธอนอนบนเตียงจมกองเลือด รูมเมทเธอถูกฆาตกรรมเธอตกใจแล้วหันไปเห็นข้อความบนผนังเขียนด้วยเลือดว่า “ดีใจไหมที่ไม่เปิดไฟ”

ฆาตกรที่เบาะหลัง

   เรื่องราวนี้เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยในอเมริกา ซึ่งเคยมีเหตุการณ์การฆาตกรรมเกิดขึ้นในช่วงปี 1965 โดยเรื่องเล่านี้มีความนิยมและแพร่หลายอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่นในยุค 90 ซึ่งเป็นยุคที่มีเรื่องเล่าต่างๆนาๆ ถึงฆาตกรที่หลบหนีจากเรือนจำและได้มาซ่อนที่เบาะหลังรถผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่ง ก็จะฆ่าอย่างโหดเหี้ยมแล้วขโมยรถหนีไปซึ่งเรื่องเล่านี้มีการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันออกไป ในช่วงกลางดึกของถนนสายเปลี่ยวแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่รถสันจรไปมาน้อยมาก ได้มีรถของกลุ่มผู้หญิงวัยรุ่นซึ่งกำลังกลับจากฉลองปาร์ตี้ที่บ้านของเพื่อน พวกเธอขับรถกลับบ้านพร้อมกับร้องเพลงอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งคนสุดท้ายถูกส่งถึงบ้านเหลือเพียงหญิงสาวคนขับรถ เธอจำเป็นต้องขับกลับไปเส้นทางเดิมเพื่อกลับบ้าน มันเป็นทางเดียวที่เธอต้องขับรถผ่าน ระหว่างทางเธอได้เปิดวิทยุซึ่งเป็นข่าวด่วน ข่าวนั้นบอกว่า ได้มีฆาตกรโรคจิตรายหนึ่งหลบหนีออกจากเรือนจำซึ่งยังไม่สามารถตามหาตัวและจับได้ เธอฟังแล้วก็ไม่ได้เอะใจอะไร และเป็นช่วงที่รถของเธอน้ำมันใกล้จะหมด โชคดีที่มีปั้มน้ำมันเก่าแถวนั้น เธอจึงจอดรถ ลงจากรถเพื่อเติมน้ำมัน ในปั้มมีเพียงรถของเธอและรถบรรทุกคันหนึ่งซึ่งคนขับหน้าตาหน้ากลัว เธอหวังว่าให้เติมให้เสร็จเร็วๆ ในระหว่างทางที่เธอกำลังขับรถนั้น รถบรรทุกคันเดิมในปั้มน้ำมันนั้นขับมาอย่างรวดเร็วและบีบแตรพร้อมกับเปิดไฟสูงใส่ เธอกลัวมากพยายามเร่งความเร็วแต่รถบรรทุกคันนั้นก็เร่งความตามมาติดๆ และบีบแตร เปิดไฟสูง เช่นเดิม เธอขับรถกลับถึงบ้านรีบวิ่งเข้าบ้านในทันที รถบรรทุกคนนั้นจอดที่หน้าบ้านคนขับลงมาจากรถในมือถือแสลงอันใหญ่ เขาได้ตะโกนบอกหญิงสาวให้ปิดบ้านให้สนิทและโทรแจ้งตำรวจพร้อมบอกว่ามีคนถูกที่เบาะหลังรถของเธอ ฆาตกรรายนั้นนั่นเอง ซึ่งเค้าขับรถจี้ตูดหญิงสาวแล้วบีบแตรนั้นเพื่อขู่เจ้าฆาตกรให้กลัว

เล่าเรื่องสยองขวัญ กับพิธีการถ่ายรูปชวนขนลุก

   เรื่องสยองขวัญไม่ว่าจะเป็นเรื่องผีๆ เรื่องราวของฆาตกรโรคจิตต่างๆถูกเล่าต่อๆกันมาให้มีความน่ากลัว ซึ่งบางครั้งทำให้เรากลัวและไม่กล้าที่นอนคนเดียว แม้ว่าบางเรื่องจะเป็นเรื่องแต่งขึ้นแต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องจริงเคยเกิดขึ้นและเล่าต่อกันมา หรือประเพณีลึกลับบางอย่างตามความเชื่อที่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ อย่างเช่นเรื่องราวต่อไปนี้ ในอดีตช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึง สงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศแถบยุโรปและอเมริกาจะมีประเพณีบางอย่างตามความเชื่อนั่นคือ การถ่ายรูปในครอบครัว แต่เราสงสัยว่าทำไมการถ่ายรูปกับครอบครัวนั้นมีความสำคัญยังไง ทำไมถึงเป็นประเพณี ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่การถ่ายรูปครอบครัวธรรมดา มันคือ ภาพหลังความตาย ประเพณีประหลาดนี้เริ่มเกิดขึ้นในช่วงใดนั้นไม่เป็นที่แน่นอน แต่แพร่หลายมากในช่วง 1940 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกในขณะนั้น ภาพหลังความตายนี้จะเป็นการถ่ายรูปกับคนตายหรือเฉพาะผู้ที่ตายแล้ว โดยการนำศพที่เสียชีวิตมาแต่งหน้าทำผม แต่งตัวให้เหมือนกับยังมีชีวิตอยู่ และถ่ายรูปร่วมกับครอบครัว โดยเป็นการถ่ายรูปร่วมกับครอบครัวครั้งสุดท้ายหรือเก็บไว้เป็นที่ระลึก ทำไมถึงไม่ถ่ายรูปร่วมกันตอนยังมีชีวิตอยู่ เนื่องจากในสมัยนั้นการถ่ายรูปมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากหากเป็นคนในสังคมชั้นสูงก็สามารถจ้างช่างภาพได้ แต่กับคนชนบทรวมถึงคนชนชั้นกลางนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคิดรวมไปถึง เด็กหรือคนในครอบครัวที่ไม่มีรูปของตัวเอง แต่เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เสียชีวิตอย่างกะทันหัน คนในครอบครัวก็จะนำร่างของผู้เสียชีวิตมาแต่งหน้า แต่งตัว จัดท่าในแบบต่างๆ และถ่ายรูปร่วมกัน ซึ่งบางรูปก็จัดให้ศพลืมตาขึ้นมาด้วย